วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

เทคนิคการถ่ายวีดีโอให้นิ่งที่สุด โดยไม่ใช้ขาตั้งกล้อง


ส่วนใหญ่แล้วช่างภาพวีดีโอมือสมัครเล่นทั่วไป จะชอบถือกล้องในแบบที่ถนัดที่สุด แบบที่สบายที่สุด และแบบที่ถือแล้วไม่เมื่อย แต่มุมมองที่ออกมา ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แถมภาพสั่นยังกะอยู่ในคลื่นกลางทะเล วิธีที่จะทำให้วีดีโอนั้นไม่สั่นก็ต้องใช้ขาตั้งกล้องนะครับ ขาตั้งกล้องช่วยได้มากทีเดียว และต้องเป็นหัวแพนด้วย ถ้าเป็นหัวบอล ใช้สำหรับกล้องถ่ายภาพนิ่งนะครับ แต่ถ้าเกิดว่าเราไปเที่ยว ถือแค่กล้องถ่ายวีดีโอไปตัวเดียว ไม่อยากเอาขาตั้งกล้องไปด้วย มันใหญ่และเกะกะมาก ผมมีเทคนิคเล็กๆน้อยๆครับ ที่จะทำให้ได้มุมมองที่สวย และจับถือได้นิ่งมากๆ โดยไม่จำเป็นต้องใช้ขาตั้งกล้องเลย ขั้นตอนแรกนะครับ ให้ท่านจับกล้องด้วย 2 มือ กุมกล้องไว้ในมือทั้ง 2 จากนั้นยืดแขนออกไปให้สุด เพื่อฟิตกล้ามเนื้อก่อน ซัก 3-5 รอบ แล้วก็เอากล้องมาชิดที่หน้าท้อง ติดหน้าท้องเลยนะครับ ดันให้แน่นๆ เสยมุมกล้องขึ้นบนนิดหน่อยพอสวยงาม จากนั้นก็บิดจอ LCD ขึ้นมาเล็กน้อยเพื่อให้มองเห็นจอภาพถนัดๆ จากนั้นก็กด Record ได้เลย ในระหว่างที่ถ่ายอยู่ ต้องใช้มือทั้ง 2 ที่กุมกล้องอยู่ ดันกล้องให้ติดหน้าท้องนะครับ รับรองได้ว่า วีดีโอที่ออกมา สวยและนิ่งใช้ได้เลยครับ แต่ถ่ายไปนานๆ จะรู้สึกเมื่อยนะครับ เพราะต้องกดกล้องเข้าหาหน้าท้องตัวเองอยู่ตลอดเวลา หากถ่ายนานๆใช้ขาตั้งหรือโต๊ะ หรือหาอะไรที่มันพอจะวางกล้องได้มันจะดีกว่านะครับ ลองเอาเทคนิคนี้ไปประยุกต์ใช้กันดู หวังว่าคงจะมีประโยชน์สำหรับสมาชิกทุกท่านครับ
ที่มา:https://joynaka23.wordpress.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A0/

เทคนิคการถ่ายวีดีโอ



ปัจจุบันกล้องวีดีโอมีอยู่หลายประเภท เช่น แบบ Handycam(กล้องขนาดเล็ก)  กล้องแบบมืออาชีพ(ขนาดใหญ่) แต่หลักการและเทคนิคการถ่ายจะเหมือนๆกัน
ก่อนอื่นเรามาทราบถึงประเภทของสื่อที่ใช้บันทึกภาพของกล้องวีดีโอก่อนว่าปัจจุบันมีอยู่กี่แบบ
1.แบบใช้ม้วนเทป  ปัจจุบันเหลือเพียง miniDV   เป็นส่วนใหญ่
2.แบบใช้แผ่น  ซึ่งจะใช้แผ่น mini DVD เป็นตัวเก็บข้อมูล
3.แบบใช้ Hard Disk ปัจจุบันมีให้เลือกหลายขนาดของความจุ เช่น 30 GB, 60 GB ต้น
4.แบบใช้ Memory card  เช่น SD,  Memory Stick, XDcard  เป็นต้น
เทคนิคการถ่าย
1. อย่าถ่ายแช่นานเกินไป
2.อย่ายกกล้องไปมาแทนสายตา
3.ถ้าเหตุการณ์นั้นยังไม่สิ้นสุด อย่าหยุดถ่ายกลางคัน
4.อย่าZoom หรือ Pan ขณะถ่าย บ่อยเกินไป
5.หาจุดจบที่ทำให้สนใจ
6.พยายามมองหาจุดที่น่าสนใจรอบๆตัวเพื่อจะได้ไม่พลาดเหตุการณ์สำคัญ
หลักการง่ายๆแค่นี้ ท่านก็จะได้ภาพที่ดูดี ระดับมืออาชีพแล้ว
7. ถือกล้องให้นิ่ง อย่าสั่น เทคนิคง่ายๆคือกลั้นหายใจ หรือหายใจเบาๆ ขณะที่กด record
 ที่มา:https://joynaka23.wordpress.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A0/

ขั้นตอนในการถ่ายภาพยนตร์สั้น

ขั้นที่1  หาองค์ประกอบด้านวิธีการ คือ หลักการ การวางแผน การถ่ายทำ
การตัดต่อ การประเมินผล
ขึ้นที่2   หาองค์ประกอบด้านบุคลากร คือ บุคลากรในหน้าที่ต่างๆตั้งแต่ ตัวละคร บุคคลทางเทคนิค รวมไปถึง ผู้มีความสามารถเฉพาะครับ จะดีมากๆ และอีกอย่างคือทีมเวิคครับ
ขั้นที่3   เตรียมการผลิต คือ วางแผน เตรียมสถานที่ บท อุปกรณ์ ให้ครบ
ขั้นที่4    บทหนัง คือ วางบท คำพูด ระยะเวลาสถานที่ เรื่องราว ที่จะสื่อออกมา
เรื่องบทนี้จะมี หลายแบบ
– บทแบบสมบูรณ์  ประมาณว่า เก็บทุกรายละเอียดทุกคำพูดครับ
– บทแบบอย่างย่อ ประมาณว่า เปิดกว้างๆให้ผู้ชมสังเกตในความเข้าใจของตนเอง
– บทแบบเฉพาะ
– บทแบบร่างกำหนด
ขั้นที่5    การผลิต อย่างแรกเลย แต่ละฉากคุณต้องเลือกมุมกล้องให้เหมาะสม กับสภาพอากาศ ขนาดวัตถุ ว่าควรเห็นแค่ไหน  ขนาดมุมกล้องมีหลายแบบนะเยอะมาก ผมพูดรวมๆละกัน มีแบบ ระยะไกลมาก ระยะไกล ระยะปานกลาง ระยะใกล้
ขั้นที่6   ค้นหามุมกล้อง
– มุมคนดู ประมาณว่า เป็นมุมถ่ายจากรอบนอกของฉากนั้นๆครับ เหมือนผู้ชมเป็นคนสังเกตฉากนั้นๆ
– มุมแทนสายตา
– มุมพ้อยออฟวิว มุมนี้แนะนำให้ใช้เยอะๆครับ สวยมากมุมนี้ในการทำหนัง เป็นมุมที่ใกล้ชิดเหตุการณ์ครับ เช่น การถ่ายข้ามไหล่ของตัวละคร หรือวัตถุ ครับ

ขั้นที่7   การเคลื่อนไหวของกล้อง
– การแพน การทิลท์ ประมาณว่า การทำเคลื่อนไหวกล้องให้เห็นตำแหน่งวัตถุนั้นสัมพันกันครับ
– การดอลลี่ การติดตามการเคลื่อนไหวเลยครับ
– การซูม เป็นการเปลี่ยนองค์ประกอบภาพครับ เหมือนเน้นความสนใจในจุดๆหนึ่ง
ขั้นที่8   เทคนิคการถ่าย
เอาเป็นว่าจับกล้องให้มั่นนะครับ อย่างผมก็จะจับ แบบกระชับกับตัวเลย คือแขนทั้งสองข้างแนบตัวเลยครับ
และก็ไม่แนะนำให้เคลื่อนไหวกล้องแบบรวดเร็วนะครับ กล้องจะปรับโฟกัสไม่ทัน ทำให้ภาพเบลอครับ
ขั้นที่9    หลังการผลิต ก็ต้องตัดต่อ เพิ่มเสียง เอ็ฟเฟก ความคมชัด ความเด่นชัดเรื่อง อักษรหนังสือ
ขั้นที่10   การตัดต่อ
อย่างแรกเลยครับจัดลำดับภาพ และเวลาให้ตรงและเหมาะสม อันไหนเกินยาวก็ให้ตัดทิ้งครับอย่าให้ขัดอารมณ์
อย่างสองคือจัดภาพให้เหมาะสม เนื้อหาและโครงเรื่องที่เราวางไว้ครับ
อย่างสามแก้ไขข้อบกพร่องครับ
อย่างสี่ เพิ่มเทคนิคให้ดูสวยงาม
ที่มา:https://joynaka23.wordpress.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A0/

ขั้นตอนสำหรับการเขียนบทภาพยนตร์

1. การค้นคว้าหาข้อมูล (research)
เป็นขั้นตอนการเขียนบทภาพยนตร์อันดับแรกที่ต้องทำถือเป็นสิ่งสำคัญหลังจากเราพบประเด็นของเรื่องแล้ว จึงลงมือค้นคว้าหาข้อมูลเพื่อเสริมรายละเอียดเรื่องราวที่ถูกต้อง จริง ชัดเจน และมีมิติมากขึ้น  คุณภาพของภาพยนตร์จะดีหรือไม่จึงอยู่ที่การค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าภาพยนตร์นั้นจะมีเนื้อหาใดก็ตาม
2. การกำหนดประโยคหลักสำคัญ (premise)
หมายถึงความคิดหรือแนวความคิดที่ง่าย ๆ ธรรมดา ส่วนใหญ่มักใช้ตั้งคำถามว่า “เกิดอะไรขึ้นถ้า…” (what if) ตัวอย่างของ premise ตามรูปแบบหนังฮอลลีวู้ด เช่น เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ &จูเลียตเกิดขึ้นในนิวยอร์ค คือ เรื่อง West Side Story, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ดาวอังคารบุกโลก คือเรื่อง The Invasion of Mars, เกิดอะไรขึ้นถ้าก็อตซิล่าบุกนิวยอร์ค คือเรื่อง Godzilla, เกิดอะไรขึ้นถ้ามนุษย์ต่างดาวบุกโลก คือเรื่อง The Independence Day, เกิดอะไรขึ้นถ้าเรื่องโรเมโอ &จูเลียตเกิดขึ้นบนเรือไททานิค คือเรื่อง Titanic เป็นต้น
3. การเขียนเรื่องย่อ (synopsis)
คือเรื่องย่อขนาดสั้น ที่สามารถจบลงได้ 3-4 บรรทัด หรือหนึ่งย่อหน้า หรืออาจเขียนเป็น story outline เป็นร่างหลังจากที่เราค้นคว้าหาข้อมูลแล้วก่อนเขียนเป็นโครงเรื่องขยาย (treatment)
4. การเขียนโครงเรื่องขยาย (treatment)
เป็นการเขียนคำอธิบายของโครงเรื่อง (plot) ในรูปแบบของเรื่องสั้น โครงเรื่องขยายอาจใช้สำหรับเป็นแนวทางในการเขียนบทภาพยนตร์ที่สมบูรณ์ บางครั้งอาจใช้สำหรับยื่นของบประมาณได้ด้วย และการเขียนโครงเรื่องขยายที่ดีต้องมีประโยคหลักสำคัญ (premise)  ที่ง่าย ๆ น่าสนใจ
 5. บทภาพยนตร์ (screenplay)
สำหรับภาพยนตร์บันเทิง หมายถึง บท (script) ซีเควนส์หลัก (master scene/sequence)หรือ ซีนาริโอ (scenario) คือ บทภาพยนตร์ที่มีโครงเรื่อง บทพูด แต่มีความสมบูรณ์น้อยกว่าบทถ่ายทำ (shooting script) เป็นการเล่าเรื่องที่ได้พัฒนามาแล้วอย่างมีขั้นตอน ประกอบ ด้วยตัวละครหลักบทพูด ฉาก แอ็คชั่น ซีเควนส์ มีรูปแบบการเขียนที่ถูกต้อง เช่น บทสนทนาอยู่กึ่งกลางหน้ากระดาษฉาก เวลา สถานที่ อยู่ชิดขอบหน้าซ้ายกระดาษ ไม่มีตัวเลขกำกับช็อต และโดยหลักทั่วไปบทภาพยนตร์หนึ่งหน้ามีความยาวหนึ่งนาที
6. บทถ่ายทำ (shooting script)
คือบทภาพยนตร์ที่เป็นขั้นตอนสุดท้ายของการเขียน บทถ่ายทำจะบอกรายละเอียดเพิ่มเติมจากบทภาพยนตร์ (screenplay) ได้แก่ ตำแหน่งกล้อง การเชื่อมช็อต เช่น คัท (cut) การเลือนภาพ (fade) การละลายภาพ หรือการจางซ้อนภาพ (dissolve) การกวาดภาพ (wipe) ตลอดจนการใช้ภาพพิเศษ (effect) อื่น ๆ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเลขลำดับช็อตกำกับเรียงตามลำดับตั้งแต่ช็อตแรกจนกระทั่งจบเรื่อง
7. บทภาพ (storyboard)
คือ บทภาพยนตร์ประเภทหนึ่งที่อธิบายด้วยภาพ คล้ายหนังสือการ์ตูน ให้เห็นความต่อเนื่องของ
ช็อตตลอดทั้งซีเควนส์หรือทั้งเรื่องมีคำอธิบายภาพประกอบ เสียงต่าง ๆ เช่น เสียงดนตรี เสียงประกอบฉาก และเสียงพูด เป็นต้น ใช้เป็นแนวทางสำหรับการถ่ายทำ หรือใช้เป็นวิธีการคาดคะเนภาพล่วงหน้า (pre-visualizing) ก่อนการถ่ายทำว่า เมื่อถ่ายทำสำเร็จแล้ว หนังจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร ซึ่งบริษัทของ Walt Disney นำมาใช้กับการผลิตภาพยนตร์การ์ตูนของบริษัทเป็นครั้งแรก โดยเขียนภาพ      เหตุการณ์ของแอ็คชั่นเรียงติดต่อกันบนบอร์ด เพื่อให้คนดูเข้าใจและมองเห็นเรื่องราวล่วงหน้าได้ก่อนลงมือเขียนภาพ ส่วนใหญ่บทภาพจะมีเลขที่ลำดับช็อตกำกับไว้ คำบรรยายเหตุการณ์ มุมกล้อง และอาจมีเสียงประกอบด้วย
ที่มา:https://joynaka23.wordpress.com/%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%A7%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%A0/

ตัวอย่างหนังสั้น



ที่มา:https://www.youtube.com/watch?v=xrMPoBaA9ME

ที่มา:https://www.youtube.com/watch?v=KkPEU_8DP5k

วันอังคารที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558

มองเพศที่สามอย่างเข้าใจ

การเป็นเกย์และกระเทยส่วนหนึ่งมาจาก อิทธิพลของฮอร์โมนเพศตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา นอกนั้นคือสิ่งแวดล้อม สังคมและการเลี้ยงดูในครอบครัว
เพศที่ 3 กับสังคม
คนทั่วไปส่วนใหญ่ยังมีความสับสนเรื่องผู้ชายด้วยกันหรือผู้ชายที่มี กิริยามารยาทคล้ายกับผู้หญิงนอกจากคนในสังคมจะสับสนและไม่เข้าใจแล้ว ยังมองบุคคลเหล่านี้ไปในทางลบ
ทั้งนี้ จะต้องทำความเข้าใจก่อนว่าผู้ชายมีหลักๆ 3 กลุ่มคือ
1.               กลุ่มผู้ชายที่รักผู้หญิง (เพศตรงข้าม-ต่างเพศ) ซึ่งสังคมทั่วไปยอมรับ
2.               กลุ่มผู้ชายที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชาย แค่รักผู้ชายด้วยกัน (เพศเดียวกัน-ร่วมเพศ) ซึ่งมักนิยามตัวเองว่า เกย์ (gay) มาจากรากศัพท์ภาษาอังกฤษที่แปลวา สดใส ร่าเริง
3.               ผู้ชายที่มีจิตใจเป็นผู้หญิง หรือเป็นผู้หญิงที่อยู่ในร่างของผู้ชายนั่นเอง คำไทยมักใช้ว่า กะเทย” (transgender หรือ transsexual)
การที่ผู้ชายมีความรักเพศเดียวกัน มีสาแหตุหลายอย่าง ทั้งปัจจัยทางชีววิทยา และจิตวิทยา เริ่มตั้งแต่สาเหตุทางพันธุกรรม การพัฒนาของสมองเด็กในครรภ์ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมนเพศ ตลอดจนการอบรมเลี้ยงดู และประสบการณ์การเรียนรู้หลังจากที่เกิดมาแล้วซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้ เกิดจากการเลียนแบบ และไม่ติดต่อกัน

ทั้งเกย์และกระเทย จะเริ่มรู้สึกว่าตนเองต่างจากเพื่อเพศเดียวกัน ตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ หรือเมื่อเริ่มจำความได้ โดยจะจดจำว่าพ่อแม่ตักเตือนอยู่เสมอว่าอย่าทำตัวเป็นผู้หญิง ซึ่งอาจจะสร้างความรู้สึกกดดันภายในจิตใจ
ด้านพฤติกรรมจะมีความรู้สึกอ่อนไหว ร้องไห้ง่าย กิริยามารยาทคล้ายเด็กหญิง ชอบแต่งตัว ชอบเล่นกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิง ไม่ชอบเล่นรุนแรง เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นจะมีความรู้สึกทางเพศเดียวกัน แตกต่างจากเพื่อนผู้ชายทั่วไป
เนื่องจากเด็กรับรู้ว่าสังคมทั่วไปมีความรู้สึกรังเกียจเกย์และกระเทย เด็กจึงสับสนไม่แน่ใจ ในการวางตัวในสังคม ความเครียด และพยายามบิดปังความรู้สึกของตนเอง บางคนพยายามป้องกันตนเอง โดยพยายามทำตัวเป็นชายชาตรี เช่น พยายามมีคนรักเป็นผู้หญิงหลายๆ คน เพาะกายให้ดูเป็น แมนแสดงตนก้าวร้าว ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ มีเด็กบางคนก็พยายามหาสิ่งทดแทนความด้อย เช่น พยายามขยัน ตั้งใจเรียน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อน ซึ่งเป็นการทดแทนที่ดีถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองและครูไม่เข้าใจ เด็กจะยิ่งมีความทุกข์ทรมานใจมากขึ้น บางคนมาปรึกษาแพทย์เพื่อขอฉีดฮอร์โมนเพศชาย โดยหวังว่าฮอร์โมนเพศชายจะช่วยเปลี่ยนความรู้สึกและความต้องการในใจ แต่ความเป็นจริงฮอร์โมนเหล่านี้ไม่ได้มีผลดังที่หวังเลย
ระยะสับสนกังวลนี้อาจจะกินเวลานานมากหรือน้อย แล้วแต่ตัวเด็กแต่ละคน เมื่อผ่านระยะนี้ไปเด็กจะเริ่มยอมรับความรู้สึกและความต้องการทางเพศของตน เองมากขึ้น ความเครียด ความวิตกกังวลจะลดลง ในขั้นต่อไปอาจพัฒนาถึงขั้นเปิดเผยตนเองต่อสังคม และสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี
สังคมไทยยอมรับเกย์และกระเทยมากขึ้นกว่าในหลายประเทศ แต่คนบางกลุ่มก็ยังรู้สึกในแง่ลบกับเกย์และกะเทย ทั้งนี้อาจเป็นเพราะภาพเกย์และกะเทยที่ออกมาตามสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์ แสดงเป็นตัวตลกบ้าๆ บอๆ มีอารมณ์รุนแรงโหดเหี้ยม ซึ่งความจริงที่ปรากฏก็คือเกย์และกะเทยที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นคนดี ทำประโยชน์ให้สังคมก็มีอยู่มาก
ชีวิตชายรักชาย
ผลจากการศึกษากลุ่มชายรักชาย 100 คน ซึ่งเป็นเกย์ 95 คน เป็นกะเทย 5 คน พบว่า 40 คน ทำงานเป็นลูกจ้างในสำนักงาน รองลงมาคือ ธุรกิจส่วนตัว สถานเสริมความงาม ร้านอาหาร ร้องเพลง ครูเต้นรำ นาฏศิลป์ และพิธีกร ตามลำดับ
ในจำนวนนี้ 61 คน มีความสัมพันธ์ทางเพศครั้งแรกกับผู้ชาย และจำนวน 34 คน มีความสัมพันธ์ทางเพศครั้งแรกกับผู้หญิง ผู้เข้ารับการสำรวจยังบอกว่ามีประสบการณ์ทางเพศหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศ ส่วนใหญ่เนื่องจากความรัก หรือความต้องการทางเพศ และอีก 5 คนยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์

ด้านชีวิตการแต่งงานพบว่า 88 คน ยังเป็นโสดหรือมีคู่เป็นชาย และอีก 12 คน เคยแต่งงานกับหญิง
ในจำนวนทั้งหมดนี้ 4 คน หย่ากับภรรยาแล้วเพราะ เข้ากันไม่ได้
อีก 2 คน หย่ากับภรรยาทั้งที่ครอบครัวมีความสุขพอควร แต่ยอมเสียสละให้ภรรยาได้มีโอกาสมีสามีที่เป็นชายเต็มตัว
อีก 1 คน กำลังจะหย่ากับภรรยา เพราะพบแฟนเป็นชายที่ให้ความสุขได้มากกว่าภรรยา
ส่วนอีก 5 คน ยังอยู่กับภรรยาและครอบครัวอย่างมีความสุข
จากการสำรวจพบข้อสังเกตว่าโอกาสล้มเหลวของเกย์แต่งงานกับผู้หญิงมี ค่อนข้างมาก แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจช่วยให้ชีวิตแต่งงานประสบความสำเร็จ คือรสนิยมทางเพศต้องเอียงไปทางชอบผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย หรือแต่งงานกันด้วยความรักและความเข้าใจ มีความซื่อสัตย์มั่นคงไม่นอกใจภรรยา มีความรับผิดชอบต่อตนเองและครอบครัว รวมทั้งภรรยามีความเข้าใจยอมรับ และให้อภัยด้วย
เรื่องความเสี่ยงต่อโรคเอดส์ พบว่ามี 69 คนที่ตรวจเลือดหาโรคเอดส์ มีผลการตรวจเป็นบวก (ติดเชื้อเอชไอวี-เอดส์) 5 ราย หรือร้อยละ 7.6 ซึ่งนับว่าสูงกว่าประชากรทั่วไป สำหรับเรื่องของการป้องกันหรือการดูแลสุขภาพร่างกายหลังจากติดเชื้อเอดส์ แล้วทางหน่วยงานที่มีส่วนในการรับผิดชอบควรมีมาตรการช่วยเหลือให้มากขึ้น
เพศที่ 3 กับการแปลงเพศ
สำหรับชายใจหญิงหรือกะเทยหลายคนที่มีความต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองให้เหมือนผู้หญิงให้มากที่สุดนั่นคือเลือกผ่าตัดแปลงเพศ
ประเทศไทยมีศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญผ่าตัดแปลงเพศและเป็นที่ยอมรับกันทั่ว โลกหลายท่าน นอกจากคนไทยที่ขอเข้ารับการผ่าตัดปลงเพศแล้วยังมีจากประเทศอื่นๆ เช่น แคนาดา สหรัฐอเมริกา อังกฤษ สวีเดน บราซิล
การผ่าตัดแปลงเพศต้องผ่านขั้นตอนและกฎเกณฑ์ต่างๆ หลายอย่าง เพราะเมื่อทำการผ่าตัดเปลี่ยนเป็นเพศหญิงแล้วจะเปลี่ยนกลับมาเป็นเพศชายที่ สมบูรณ์อีกไม่ได้ง่ายๆ โดยผู้เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศจะต้องมีอายุ 30-65 ปี ผ่านการทดสอบโดยจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา ผ่านการตรวจจากแพทย์ทางต่อมไร้ท่อ การให้คำปรึกษาความพร้อมทางด้านจิตใจ เป็นต้น
แพทย์ไทยที่ทำงานด้านนี้ต้องใช้ความประณีตมากเนื่องจากเป็นทั้งงานผ่าตัด และงานศิลปะ ในการเปลี่ยนอวัยวะเพศชายให้เป็นหญิงและร่วมเพศได้เช่นเดียวกับหญิงทั่วไป ผู้ที่ขอเข้ารับการผ่าตัดส่วนหนึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับเรื่องความ สุขทางเพศ แต่มีจุดมุ่งหมายอยากจะเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์ หลายคนยืนยันชัดเจนว่า ความปรารถนาสูงสุดคือ อยากตายในสภาพที่เป็นหญิง
สำหรับผู้ชายไทยหรือกลุ่มคนเอเชียจะมีรูปหน้าไม่ต่างกับผู้หญิงมากนัก จึงไม่ต้องทำการผ่าตัดแปลงรูหน้าให้มากนัก แต่ถ้าเป็นฝรั่งหรือคนต่างชาติรูปหน้าดั้งเดิมจะมีความแตกต่างจากผู้หญิง จึงต้องมีการผ่าตัดแปลงรูปหน้าให้เป็นผู้หญิงด้วย (facial feminization)
ปัจจุบันการผ่าตัดแปลงเพศได้พัฒนาไปอย่างมากซึ่งอาการแทรกซ้อนขณะที่ผ่า ตัดและหลังผ่าตัดมีน้อยมาก แต่หลังการผ่าตัดไปแล้วทุกคนยังต้องติดต่อกับแพทย์และให้ฮอร์โมนเสริมหลัง การผ่าตัดด้วย

สังคมไทยเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก เกย์และกะเทยหลายคนได้สร้างชื่อเสียงให้กับครอบครัว และประเทศเราเป็นอย่างมาก แนวทางการดำเนินชีวิตก็ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป และหวังว่าสังคมไทยจะเข้าใจเกย์และกะเทยมากขึ้น และควรมีที่ให้กับบุคคลเหล่านี้ได้อยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับ คนทั่วไป
ที่มา:http://www.ppat.or.th/th/article/understand_third_gender

รับมืออย่างไรเมื่อลูกชายเป็นเกย์เป็นตุ๊ด

เมื่อรู้ว่าลูกชายมีความเบี่ยงเบนทางเพศ เป็นเกย์ พ่อแม่อย่างเราควรรับมือและเลี้ยงดูลูกอย่างไรให้เขาเป็นคนดีใน และทำให้สิ่งที่เขาเลือกแล้วอย่างถูกต้อง
ลูกชายวัย 13 ทำเอาคุณแม่ใจแป้วขึ้นทุกทีกับกิริยาท่าทางกระเดียดผู้หญิง จะพูดจาแต่ละครั้ง ทั้งน้ำเสียง ทั้งมือไม้ หน้าตาท่าทาง วุ้ย! ช่างออกแต๋วออกตุ๊ดซะจนแม่ละกลุ้ม ฝ่ายคุณพ่อก็ใช่จะน้อยหน้า หวั่นอยู่เหมือนกันว่าลูกชายจะผิดเพศ ไอ้ครั้นจะถามให้รู้ดำรู้แดง ก็กลัวๆ คำตอบ...ได้แต่คิดปลอบใจ (ตัวเอง) "ลูกเราไม่ใช่ตุ๊ด เขาเป็นเด็กสุภาพเรียบร้อยต่างหาก" ว่าแต่...ถ้าใช่ละ
เราจะทำไงดี! ลูกเป็นตุ๊ด...ได้ไง 


พ่อแม่ที่มีลูกชายลักษณะนี้ อย่าเพิ่งกังวลใจไปว่าเขาจะเป็นตุ๊ดเป็นแต๋วอย่างที่เข้าใจ บางทีกิริยาอาการที่ลูกแสดงออก อาจเป็นเพียงการตามอย่างเพื่อนที่เขาสนิทสนมผูกพันกันตามวัยก็ได้ พอโตขึ้น วุฒิภาวะมากตาม ก็จะปรับตัวปรับพฤติกรรมได้เอง 

แต่ถ้าพ่อแม่บางคนยังหวั่นใจ เพราะเห็นว่าท่าทางลูกจะไม่ได้เป็นแค่ตุ๊ดชั่วคราว อยากจะยืนยันกับตัวเองว่าใช่หรือไม่ใช่แน่ เผื่อจะได้ทำใจหรือหาทางแก้ไขต่อไป ก็ขอให้ลองนึกทบทวนให้ดีค่ะ ลูกคุณจะเบี่ยงเบนหรือไม่ สำคัญที่การอบรมเลี้ยงดูเขาตั้งแต่ยังเล็ก

พ่อแม่อบรมเลี้ยงดูลูกแบบไหน แม่บางคนอยากได้ลูกผู้หญิงมาก ก็เลยเลี้ยงแบบเด็กผู้หญิง บางคนอยากให้ลูกชาย สุภาพเรียบร้อย ก็ตั้งหน้าตั้งตาพร่ำสอนลูกให้อยู่แต่ในกรอบ หรือลูกชายเติบโตท่ามกลางญาติพี่น้องที่ล้วนแต่เป็นผู้หญิง ยิ่งสนิทสนมกันมากก็จะถ่ายทอดแบบอย่างครอบครัวมีแบบอย่างทางเพศที่ถูกต้อง มั้ย เด็กผู้ชายควรมีพ่อเป็นแบบอย่างทางเพศ แต่ถ้าพ่อไม่ค่อยอยู่บ้าน เป็นคนดุ ฉุนเฉียว ไร้เหตุผล ติดเหล้า ชอบลงโทษลูกรุนแรงและน่ากลัว เช่น จับขังในห้องมืด ดุด่าทุบตีลูกแทบปางตายด้วยเรื่องเพียงเล็กน้อย พ่อบางคนมักแสดงให้ลูกเห็นเสมอว่า กลัวแม่ยิ่งกว่าหนูกลัวแมว อย่างนี้ก็จะทำให้ลูกชายไม่ศรัทธาในบทบาททางเพศตัวเอง 

ลักษณะของลูกกระเดียดไปทางผู้หญิงอยู่แล้ว เช่น เรียบร้อย นุ่มนิ่ม อ่อนแอ ไม่ชอบเล่นอะไรที่รุนแรง ชอบเล่นคลุกคลีกับเด็กผู้หญิงมากกว่า ยิ่งถูกล้อเลียนและกีดกันจากเพื่อนๆ ผู้ชายด้วยแล้ว เด็กก็จะยิ่งไม่ชอบเพศตัวเอง สำหรับพ่อแม่บางคนที่คิดว่า ลูกเป็นแต๋วเป็นตุ๊ดเพราะฮอร์โมนเพศของเขาน้อย ขอบอกค่ะว่าเข้าใจผิด น.พ.พนม ยืนยันว่า คนที่เป็นรักร่วมเพศยังคงมีฮอร์โมนเพศที่ปกติ
 



ยอมรับ กระชับสัมพันธ์
ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะให้แม่หรือพ่อยอมรับการเบี่ยงเบนทางเพศ ของลูก ยิ่งในวัย 12 ขึ้นไปเขาแสดงออกอย่างนี้แล้ว คงเปลี่ยนแปลงเขายาก แม้บางครอบครัวจะตะโกนเสียดังคับสังคมว่า "พวกเรายอมรับได้" ก็ตาม 

น.พ.พนม เกตุมาน แนะว่า ทางที่ดีพ่อแม่ควรทำใจยอมรับสิ่งที่ลูกเป็น มองให้ลึกนึกให้ดี เขาอาจจะถูกหล่อหลอมมาแบบนี้นานแล้วนะ เพราะถึงยังไงเขาก็เป็นลูก ของเรา แต่ถ้ายังคิดว่าช่างทำใจลำบากเสียจริง ก็ขอให้รักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเอาไว้ เพราะไม่เพียงเป็นโซ่ทองร้อยหัวใจพ่อแม่ลูก ยังเป็นยาขนานเอกอีกด้วยค่ะ พ่อแม่ไม่ควรตัดสิ่งดีๆ นี้ออกนะคะ ให้คิดเสียว่า ยังไงเสียเราก็ยังดูแลกันได้ สอนให้เขาเป็นคนดีได้เหมือนเดิม ควรเชื่อว่าแม้เขาจะเป็นอย่างนี้ (โปรดอย่าใช้คำว่าเลือก เพราะมันหมายถึง สิ่งที่ลูกเป็น...เป็นความผิด) เขาก็สามารถทำตัวเป็นประโยชน์ ในสังคมได้ไม่แพ้คนอื่นๆ ทัศนคติและความสัมพันธ์ที่ดีอย่างนี้ เป็นทั้งน้ำเลี้ยงและยาวิเศษที่จะช่วยให้ลูกมีความสุข ไว้ใจ เพราะเขารู้สึกได้ว่า อย่างน้อยก็ยังมีพ่อแม่และครอบครัวที่เข้าใจยอมรับ
 


ทีนี้ก็ถึงตาพ่อแม่แล้วล่ะค่ะ ว่าจะใช้สูตรไหนช่วยหรือบอกกับลูกให้เข้าใจว่า เขาจะอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข อย่างไร เช่น ค่อยๆ พูดจาภาษาดอกไม้บอกให้เขารู้ เห็นและเข้าใจ เป็นต้นว่า การเป็นอย่างนี้ ลูกจะต้องถูกคนมอง ถูกล้อเลียนนะ แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นลูกจะทำยังไง หรือ...ลูกควรจะปรับตัวปรับท่าทีดีมั้ย เช่น ลดกิริยาท่าทาง การพูด การเดิน ให้เหมือนผู้ชายมากกว่านี้ดีมั้ย จะได้ไม่มีใครล้อ ขอย้ำว่า พ่อแม่ไม่ควรสอนหรือบอกลูกด้วยวิธีการ ดุด่า ตีโพยตีพาย โกรธ ไม่เห็นด้วยหรือไม่เข้าใจ ละเลย หรือดึงดันที่จะพาลูกไปรักษา เพราะเชื่อขนมกินได้เลยค่ะว่า นอกจาก ลูกคุณไม่ต้องการอย่างนั้น แล้ว อาจจะเป็นการทำลายความสัมพันธ์อันดีของครอบครัวลงอย่างน่าเสียดาย
 

ควร เข้าใจด้วยว่า การที่ลูกเป็นอย่างนี้ ในทางจิตเวชไม่ถือว่าเป็นโรคหรือความ ผิดปกติ แต่เป็นความพึงพอใจทางเพศที่ไม่เหมือนคนส่วนใหญ่มากกว่า คล้ายๆ เวลาเราเห็น คนที่ชอบถ่มน้ำลายลงบนถนน แล้วคิดว่าเขามีนิสัยไม่ดีบางอย่างนั่นแหละค่ะ
สำหรับพ่อ ถึงตรงนี้ก็ขอให้ลดความคาดหวังจากเดิมลง เช่นว่า เขาจะต้องเป็นผู้ชาย มีบุคลิกภาพดี แต่งงาน มีครอบรัว มีความสุข ซึ่งถ้าเป็นมุมของลูกบอกได้เลยว่า ความสุขของเขาอยู่ที่การได้เป็นในสิ่งที่เขาต้องการ อาจฟังดูยาก แต่ถ้าคิดว่าเขาคือลูกรัก คือดวงใจของพ่อแม่ เป็นทั้ง ชีวิตและครอบครัวของเรา เรื่องนี้คงไม่ยากใช่มั้ยคะ 


คำถามหยั่งเชิง
บางทีน้ำเสียงนุ่มหู คำถามง่ายๆ ที่สะท้อนความห่วงใยลูก อาจจะช่วยคลายปมสงสัยของพ่อแม่ที่มีต่อกิริยาท่าทีที่กระเดียดผู้หญิงของลูก ได้ หรือทำให้พ่อแม่ได้เห็นมุมมองของลูกชัดเจนขึ้น แต่ก่อนจะเริ่มคำถาม พ่อแม่ควรถามตัวเองก่อนว่า พร้อมรับคำตอบนั้นมั้ย 


"ลูกมีเพื่อนผู้หญิงบ้างมั้ย แม่รู้จักหรือเปล่าจ๊ะ"
 

"ลูกชอบใครแบบแฟนบ้าง พามาให้แม่รู้จักสิจ๊ะ"
 

"เคยฝันถึงผู้หญิงที่ลูกรักบ้างมั้ย"
 

"ลูกรู้จักคนที่เป็นตุ๊ดหรือเกย์บ้างมั้ย"
 

"แล้วลูกรู้สึกยังไงกับพวกนี้"
 

"ลูกคิดว่าถ้าเป็นแบบนี้แล้วจะเป็นยังไง"
 

"เคยสงสัยว่าตัวเองจะเป็นแบบนี้บ้างมั้ย"
 

"คิดว่าพ่อแม่เขาจะคิดยังไง"

มุมมองของลูก
ไม่ใช่แต่พ่อแม่เท่านั้นนะคะ ที่ต้องการรู้ความจริงจากปากของลูกให้รู้แล้วรู้รอดไป รวมทั้งกังวลต่อกิริยาท่าทีของลูกที่มีใจเบี่ยงเบนทางเพศ ในส่วนของลูกเอง พ่อแม่เชื่อเถอะค่ะ ว่าร้อยทั้งร้อยต้องการที่จะเปิดเผยความจริงกับพ่อแม่ไม่ต่างกัน สองหนุ่มกายเป็นชายแต่ใจเป็นหญิงที่ L&F มีโอกาสพูดคุยด้วย บอกความในใจที่น่ารับฟังว่า เขาเองก็กังวลกับท่าทีของพ่อแม่หลังรู้ความจริง กลัวสารพัดกลัวว่าพ่อแม่จะไม่รักและไม่เข้าใจเขาเหมือนเดิม และเขารักพ่อแม่เกินกว่าที่จะทำให้ท่านเสียใจ เมื่อรู้ว่าพ่อแม่รับไม่ได้กับเรื่องนี้ เขาจึงเลือกที่จะไม่เปิดเผยความจริงกับพ่อแม่ ทั้งที่ใจจริงแล้ว เขาเองก็อยากจะบอกกับท่านเหลือเกินว่า...

·         ลูกที่เบี่ยงเบนทางเพศทุกคน อยากให้พ่อแม่เปิดใจให้กว้าง เข้าใจและยอมรับในสิ่งที่เขาเป็น
·         อยากให้พ่อแม่มองว่าสิ่งที่ลูกเป็นไม่ใช่เรื่องผิดปกติหรือแตกต่างอะไรอยากให้พ่อแม่รักและแสดงท่าทีกับลูกเหมือนเดิมหลังจากที่รู้ความจริงแล้ว พร้อมที่จะเดินไปพร้อมๆ กับลูก ช่วยเหลือและร่วมกันแก้ไขเพื่อลดปัญหาต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น
·         อยากให้พ่อแม่คิดว่า นั่นคือความสุขของลูก ลูกเป็นคนดี มีความรับผิดชอบ สามารถสร้างชีวิตและอนาคตของตัวเองให้มั่นคงได้ไม่ต่างจากคนอื่นๆ

ที่มา:http://www.momypedia.com/momy-article-7-32-68/%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A2%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B9%8A%E0%B8%94/


งานวิจัยสาเหตุการเป็นเกย์ และกระเทย

นักวิจัยเผยสาเหตุการเป็นเกย์และกะเทยส่วนหนึ่งมาจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา นอกนั้นคือสิ่งแวดล้อม สังคมและการเลี้ยงดูในครอบครัว สำรวจพบเกย์-กะเทยส่วนใหญ่เกิดความเครียด สับสน วิตกกังวล กลัวถูกสังคมรังเกียจตั้งแต่วัยเด็ก พบสถิติเกย์และกะเทยในสำนักงานสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ รองลงมาคือ ธุรกิจส่วนตัว สถานเสริมความงาม ร้านอาหาร วอนสังคมไทยมองเพศที่ 3 อย่างเข้าใจและยอมรับมากขึ้น
ศาสตราจารย์นายแพทย์สุพร เกิดสว่าง นักวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) เปิดเผยว่าคนทั่วไปส่วนใหญ่ยังมีความสับสนเรื่องผู้ชายที่รักผู้ชายด้วยกัน หรือผู้ชายที่มีกิริยามารยาทคล้ายผู้หญิง นอกจากคนในสังคมจะสับสนและไม่เข้าใจแล้วยังมองบุคคลเหล่านี้ไปในทางลบ ทั้งนี้อยากทำความเข้าใจก่อนว่าผู้ชายมีหลักๆ สามกลุ่มคือ (1) กลุ่มผู้ชายที่รักผู้หญิง (เพศตรงข้าม-ต่างเพศ)ซึ่งสังคมทั่วไปยอมรับ   (2) กลุ่มผู้ชายที่รู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ชาย   แค่รักผู้ชายด้วยกัน (เพศเดียวกัน-ร่วมเพศ)   ซึ่งมักนิยามตัวเองว่า เกย์ (Gay) มาจากรากศัพท์ภาษาอังกฤษที่แปลว่า สดใส ร่าเริง และ (3) ผู้ชายที่มีจิตใจเป็นผู้หญิง หรือเป็นผู้หญิงที่อยู่ในร่างของผู้ชายนั่นเอง   คำไทยมักใช้คำว่า กะเทย” (transgender หรือ transsexual)
จากการศึกษาพบว่าการที่ผู้ชายมีความรักเพศเดียวกัน มีสาเหตุหลายอย่างทั้งปัจจัยทางชีววิทยา และจิตวิทยา เริ่มตั้งแต่สาเหตุทางพันธุกรรม การพัฒนาของสมองเด็กในครรภ์   ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมนเพศ ตลอดจนการอบรมเลี้ยงดู และประสบการณ์การเรียนรู้หลังจากที่เกิดมาแล้ว ซึ่งพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้เกิดจากการเลียนแบบ และไม่ติดต่อกัน
ทั้งเกย์ และกะเทย จะเริ่มรู้สึกว่าตนเองต่างจากเพื่อนเพศเดียวกัน   ตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ หรือเมื่อเริ่มจำความได้ โดยจะจดจำว่าพ่อแม่ตักเตือนอยู่เสมอว่าอย่าทำตัวเป็นผู้หญิง ซึ่งอาจจะสร้างความรู้สึกกดดันภายในจิตใจ ในด้านพฤติกรรมจะมีความรู้สึกอ่อนไหว ร้องไห้ง่าย กิริยามารยาทคล้ายเด็กหญิง ชอบแต่งตัว ชอบเล่นกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิง ไม่ชอบเล่นรุนแรง   เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น จะมีความรู้สึกทางเพศกับเพศเดียวกัน   แตกต่างจากเพื่อนผู้ชายทั่วไป   เนื่องจากเด็กรับรู้ว่าสังคมทั่วไปมีความรู้สึกรังเกียจเกย์และกะเทย   เด็กจึงสับสนไม่แน่ใจ ในการวางตัวในสังคม เกิดความวิตกกังวล ความเครียด พยายามปิดบังความรู้สึกของตนเอง บางคนพยายามป้องกันตนเอง โดยพยายามทำตัวเป็นชายชาตรี เช่น พยายามมีคนรักเป็นผู้หญิงหลายๆ คน เพาะกายให้ดูเป็น แมนแสดงตนก้าวร้าว ดื่มเหล้า   สูบบุหรี่ แต่เด็กบางคนก็พยายามหาสิ่งทดแทนความด้อย เช่น พยายามขยันตั้งใจเรียน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อน ฯลฯ   ซึ่งเป็นการทดแทนที่ดี ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองและครูไม่เข้าใจเด็กจะยิ่งมีความทุกข์ทรมานใจมากขึ้น บางคนมาปรึกษาแพทย์เพื่อขอฉีดฮอร์โมนเพศชาย โดยหวังว่าฮอร์โมนเพศชายจะช่วยเปลี่ยนความรู้สึกและความต้องการในใจ ซึ่งในความเป็นจริงฮอร์โมนเหล่านี้ไม่ได้มีผลดังที่หวังเลย
ระยะสับสนกังวลนี้อาจจะกินเวลานานมากหรือน้อย แล้วแต่ตัวเด็กแต่ละคน เมื่อผ่านระยะนี้ไปเด็กจะเริ่มยอมรับความรู้สึกและความต้องการทางเพศของตนเองมากขึ้น   ความเครียด ความวิตกกังวลจะลดลง ในขั้นต่อไปอาจพัฒนาถึงขั้นเปิดเผยตนเองต่อสังคม และสามารถปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี
ศาสตราจารย์นายแพทย์สุพร กล่าวต่อว่าปัจจุบันสังคมไทยยอมรับเกย์และกะเทยมากขึ้นกว่าในหลายประเทศ   แต่คนบางกลุ่มก็ยังรู้สึกและมองเกย์ และกะเทยในแง่ลบ   ทั้งนี้อาจเป็นเพราะภาพของเกย์และกะเทยที่ออกมาตามสื่อต่างๆ ทั้งหนังสือพิมพ์ ละครโทรทัศน์ ภาพยนตร์   ฯลฯ   มักออกมาในเชิงลบ   เป็นตัวตลกบ้าๆ บอๆ หรือแสดงอารมณ์รุนแรง โหดเหี้ยม ฯลฯ   ซึ่งความจริงเกย์ และกะเทยที่ประสบความสำเร็จในชีวิต เป็นคนดี ทำประโยชน์ให้สังคมก็มีอยู่มาก
นอกจากนี้ผลจากการศึกษากลุ่มชายรักชาย 100 คน ซึ่งเป็นเกย์ 95 คน เป็นกะเทย 5 คน พบว่า 40 คน ทำงานเป็นลูกจ้างในสำนักงาน รองลงมาคือ ธุรกิจส่วนตัว สถานเสริมความงาม ร้านอาหาร ร้องเพลง ครูเต้นรำ นาฎศิลป์ และพิธีกร ตามลำดับ ในจำนวนนี้ 61 คน มีความสัมพันธ์ทางเพศครั้งแรกกับผู้ชาย และ จำนวน 34 คน มีความสัมพันธ์ทางเพศครั้งแรกกับหญิง   ผู้เข้ารับการสำรวจยังบอกว่ามีประสบการณ์ทางเพศหรือมีความสัมพันธ์ทางเพศครั้งแรกส่วนใหญ่เนื่องจากความรัก หรือความต้องการทางเพศ และอีก 5 คนยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์
ในด้านชีวิตการแต่งงานพบว่า 88 คน ยังเป็นโสดหรือมีคู่เป็นผู้ชาย และอีก 12 คน เคยแต่งงานกับหญิง   ในจำนวนทั้งหมดนี้ 4 คน หย่ากับภรรยาแล้วเพราะ เข้ากันไม่ได้’     อีก 2 คน หย่ากับภรรยาทั้งที่ครอบครัวมีความสุขพอควร แต่ยอมเสียสละให้ภรรยาได้มีโอกาสมีสามีที่เป็นชายเต็มตัว   และอีก 1 คน กำลังจะหย่ากับภรรยา เพราะพบแฟนเป็นชายที่ให้ความสุขได้มากกว่าภรรยา   ส่วนอีก 5 คน ยังอยู่กับภรรยาและครอบครัว อย่างมีความสุข   จากการสำรวจพบข้อสังเกตว่าโอกาสล้มเหลวของเกย์ที่แต่งงานกับผู้หญิงมีค่อนข้างมาก   แต่ก็มีปัจจัยหลายอย่างที่อาจช่วยให้ชีวิตแต่งงานประสบความสำเร็จ คือ รสนิยมทางเพศต้องเอียงไปทางชอบผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย   หรือแต่งงานกันด้วยความรักและความเข้าใจ   มีความซื่อสัตย์มั่นคงไม่นอกใจภรรยา   มีความรับผิดชอบต่อตนเองและครอบครัว รวมทั้งภรรยามีความเข้าใจ ยอมรับ และให้อภัยด้วย
ในเรื่องของความเสี่ยงต่อโรคเอดส์ พบว่ามี 69 คนที่ตรวจเลือดหาโรคเอดส์ มีผลการตรวจเป็นบวก (ติดเชื้อเอดส์ HIV)   5 ราย หรือ 7.6%   ซึ่งนับว่าสูงกว่าประชากรทั่วไป สำหรับเรื่องของการป้องกันหรือการดูแลสุขภาพร่างกายหลังจากติดเชื้อแล้วทางหน่วยงานที่มีส่วนในการรับผิดชอบควรมีมาตรการช่วยเหลือให้มากขึ้น
สำหรับชายใจหญิงหรือกะเทยหลายคนที่มีความต้องการเปลี่ยนแปลงตนเองให้เหมือนผู้หญิงให้มากที่สุดเลือกที่จะขอเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ   ซึ่งในประเทศไทยมีศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้และยังมีฝีมือเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกหลายท่าน นอกจากคนไทยที่ขอเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศแล้วยังมีคนไข้จากประเทศอื่นๆ อาทิ แคนาดา อเมริกา อังกฤษ สวีเดน บราซิล ฯลฯ   การผ่าตัดแปลงเพศต้องผ่านขั้นตอนและกฎเกณฑ์ต่างๆ หลายอย่าง   เพราะเมื่อทำการผ่าตัดเปลี่ยนเป็นเพศหญิงแล้วจะเปลี่ยนกลับมาเป็นเพศชายที่สมบูรณ์อีกไม่ได้ง่ายๆ   โดยผู้เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศจะต้องมีอายุ 20-65 ปี   ผ่านการทดสอบโดยจิตแพทย์ หรือนักจิตวิทยา   ผ่านการตรวจจากแพทย์ทางต่อมไร้ท่อ การให้คำปรึกษาความพร้อมทางด้านจิตใจ เป็นต้น   แพทย์ไทยที่ทำงานด้านนี้ต้องใช้ความประณีตมาก เนื่องจากเป็นทั้งงานผ่าตัดและงานศิลปะ   ในการเปลี่ยนอวัยวะเพศชายให้เป็นหญิง และร่วมเพศได้เช่นเดียวกับหญิงทั่วไป ผู้ที่ขอเข้ารับการผ่าตัดส่วนหนึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับเรื่องความสุขทางเพศ แต่มีจุดมุ่งหมายอยากจะเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์   หลายคนยืนยันชัดเจนว่า ความปรารถนาสูงสุดคือ อยากตายในสภาพที่เป็นหญิง
สำหรับผู้ชายไทยหรือกลุ่มคนเอเซียจะมีรูปหน้าไม่ต่างกับผู้หญิงมากนัก จึงไม่ต้องทำการผ่าตัดแปลงรูปหน้าให้มาก   แต่ถ้าเป็นฝรั่งหรือคนต่างชาติ รูปหน้าดั้งเดิมจะมีความแตกต่างจากผู้หญิง จึงต้องมีการผ่าตัดแปลงรูปหน้าให้เป็นผู้หญิงด้วย (facial feminization) ในปัจจุบันการผ่าตัดแปลงเพศได้พัฒนาไปอย่างมาก ซึ่งอาการแทรกซ้อนในขณะที่ผ่าตัดและหลังผ่าตัดมีน้อยมาก   แต่หลังการผ่าตัดไปแล้วทุกคนยังต้องติดต่อกับแพทย์ และให้ฮอร์โมนเสริมหลังการผ่าตัดด้วยอย่างไรก็ตาม
อาจกล่าวได้ว่าสังคมไทยเปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนมาก เกย์และกะเทยหลายคนได้สร้างชื่อเสียงให้กับครอบครัว และประเทศเราเป็นอย่างมาก แนวทางการดำเนินชีวิตก็ไม่ได้แตกต่างจากคนทั่วไป และหวังว่าสังคมไทยจะเข้าใจเกย์และกะเทยมากขึ้น และควรมีที่ให้กับบุคคลเหล่านี้ได้อยู่ในสังคมอย่างมีศักดิ์ศรีเช่นเดียวกับคนทั่วไป

ที่มา:https://kratauy.wordpress.com/2009/10/08/%E0%B8%87%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AB%E0%B8%95%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80/

25 วิธีสแกนเกย์แบบง่ายๆ

ทุกวันนี้ประชากรชายในโลกก็ไม่ได้มากมายอะไรอยู่แล้ว แถมยังไปประกอบอาชีพเสี่ยงๆตั้งเยอะ ที่สำคัญหันมาชอบกันเองซะอีกเล่นเอาสาวๆอย่างเราน้ำตาไหลพรากเวลาที่เจอผู้ชายดีๆสักคนต้องมานั่งกลุ้มใจอีกว่าเขาเป็นเกย์หรือเปล่า หรือว่าผู้ชายที่เป็นเพื่อนกันก็ยังมีหวาดระแวงกันเองว่าไอ้ที่มาตีซี้กันนี่หวังเคลมหรือเปล่านะเอางี้ดีกว่าทีมงาน S!Club เอาข้อสังเกตง่ายๆมาให้ลองดูกันว่าผู้ชายที่คุณเล็งหรือว่าตัวคุณเองนั้นมีลักษณะเข้าข่าย 25 ข้อนี้หรือไม่ ถ้ามีเกิน 10 ข้อก็เปิดตัวไปเลยเหอะค่ะ สงสารชะนีตาดำที่เฝ้ารอชายในฝันจะได้ตาสว่างและจะได้ลั๊นลาได้เต็มที่ไม่ต้องแอ๊บอีกต่อไป……..
1. พิถีพิถันในการแต่งกายมากเป็นพิเศษตั้งแต่ศีรษะจดปลายเท้า
2. ชอบใส่เสื้อผ้ารัดรูป เสื้อยืดหรือเสื้อกล้ามสีขาว เน้นกล้าม อก ไหล่ อ้างว่า ตามแฟชั่น แต่จริง ๆ อยากโชว์
3. ชอบเล่นกีฬาประเภทฟิตเนส วอลเลย์บอล แบดมินตัน ว่ายน้ำ เน้นฟิตร่างกายให้ล่ำบึก จนเมาท์กันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า 80 % ของผู้ชายที่เข้าฟิตเนสจะเป็นชายไม่สนหญิง
4. บางคนมักชอบจะอยู่ในกลุ่มเพื่อนผู้หญิงมากกว่าเพื่อนผู้ชาย
5. พูดจาไพเราะเสนาะโสตกับสาวๆ เสียเหลือเกิน เป็นสุภาพทุกกระเบียด
6. พยายามทำตัวเองให้วุ่นกับงาน เขาจ้างมาทำแปดชั่วโมง ถวายหัวให้ 20 ชั่วโมง ไม่ค่อยมีเวลาให้แฟน หรือทางบ้าน จะใช้เป็นข้ออ้างไม่แต่งงาน เพราะแต่งกับงานไปแล้ว หรือแอบหลงรักเจ้านายผู้ชายอยู่ ?
7. เป็นลูกชายคนเล็ก หรือลูกคนกลาง อยู่บ้านขี้อ้อนมาก
8. มักประกอบอาชีพ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบิน นักแสดง นักร้อง แดนเซอร์ แพทย์ หมอฟัน เภสัช และครู (อาชีพอื่น ๆ ก็มี แต่ยังไม่ค่อยเผยให้เห็น)
9. ยามว่างชอบใส่ชุดลำลองประเภท กางเกงขาสั้น เสื้อกั๊ก รองเท้าแตะแบบรัดส้น เสื้อโปโล และหมวก ทายูวี ป้องกันแสงแดดแบบขาดไม่ได้ จะตายเอา
10. ปากเล็กสีชมพู้ชมพู จมูกโด่ง คิ้วบางโค้งเป็นวงพระจันทร์ พบมากในเกย์ควีนนักแอบมืออาชีพ
11. ทำตัวคล่องแคล่ว กระฉับกระเฉง เช่น พูดจาเร็ว เดินเร็ว ไม่อยู่นิ่ง แอ็กทีฟ ไฮเปอร์
12. สนใจด้านภาษาศาสตร์ วรรณกรรม ศาสตร์แห่งความสวยความงาม
13. ทำตัวเป็นคนมีความลับบ่อยๆ เช่น ไม่ให้ยุ่งกับโทรศัพท์มือถือ ของฉันห้ามแตะ!
14. ห้ามถามเรื่องส่วนตัว
15. ชอบทานขนมจำพวกเบเกอรี่ เค้ก พาย ช็อกโกแลต
16. สนใจสุขภาพเป็นพิเศษ เช่น กินวิตามินเสริม ใช้เครื่องสำอางมากจำนวนเป็นพิเศษ
17. เป็นคนอารมณ์อ่อนไหวกับบทกวี ภาพยนตร์ซึ้ง ๆ ขี้ใจน้อย
18. ใส่ตุ้มหูข้างเดียว เดินนวยนาด ทิ้งสะโพกเกินมาดชาย!
19. มักหลงเรือนร่างตัวเองเกินความจำเป็น เรียกว่าไม่ยอมแก่ว่างั้นเถอะ
20. ชอบเปิดดูนิตยสารที่มีรูปผู้ชายถ่ายแบบแฟชั่น โพสท่าเซ็กซี่
21. วางท่าทางได้เท่กว่าผู้ชายทั่วไป ท่ายืนของเกย์ต้องโพสนิดนึง มือไม้นิยมซุกอยู่แถวกระเป๋ากางเกงยีนส์ สอดสี่นิ้วโผล่นิ้วโป้ง มือข้างหนึ่งสอดกระเป๋าหน้า อีกข้างสอดกระเป๋าหลัง เท่สุด ๆ
22. กิริยาท่าทาง พูดจามือไม้จะวาดตามคำพูด แม้จะเก็บแล้วก็ตาม (ก็ยังออก) หยิบจับสิ่งใด นิ้วก้อยจะยกองศาขึ้นตลอดเวลาโดยไม่รู้ตัว พบมากในกลุ่มเกย์สาวเช่นกัน
23. สวมแหวนที่นิ้วกลางข้างซ้าย (สัญลักษณ์ของความเข้มแข็งที่อ่อนแอ)
24. ชอบกัดเล็บ เวลาเหม่อหรือมีเรื่องกลุ้มใจ (แสดงถึงขาดความมั่นใจในตัวเอง)
25. ชอบฟังเพลง I will survive เพลงแดนซ์ เพลงคลาสสิก เพลงโอเปร่า บรอดเวย์ มากๆ
ที่มา:http://club.sanook.com/10889/%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%97%E0%B8%94%E0%B8%AA%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B9%8C%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7/

สาเหตุที่ผู้ชายเป็นเกย์

"เฮ้อ! ทำไมผู้ชายสมัยนี้ถึงกลายเป็นเกย์ไปซะหมด?" หลายคนอาจเคยได้ยินหญิงสาวหลายคนถอนหายใจอย่างเสียดายสุดๆ เมื่อเห็นเกย์หล่อเดินผ่านไปมา
จะไม่ให้พวกเธอเสียดายยังไงล่ะ ก็หนุ่มๆเดี๋ยวนี้มักครองตัวเป็นโสด และใช้ชีวิตรักกับเพศ เดียวกันอย่างเปิดเผย แต่ใช่ว่า พวกหนุ่มๆจะหันมานิยมเพศเดียว กันทั้งหมดหรอกนะ ผมคิดว่าเป็น เพราะสังคมสะดุดตากับพวกเกย์ มากกว่าชายหญิงทั่วไป อาจเพราะเห็นว่ามันแปลก เช่น ถ้ามีคู่เกย์เดินจูงมือกันผ่านมา 2 คู่ และคู่ชายหญิงจูงมือกันผ่านมาสัก 10 คู่ คนทั่วไปก็ยังคิดว่ามีคู่เกย์มากขึ้นอยู่ดี ทั้งที่จริงแล้วเกย์ไม่ได้มีมากกว่าที่คิดเลย
อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คนเป็นเกย์? (รวมถึงเลสเบี้ยนด้วย) เป็นคำถามที่คนทั่วไปอยากรู้ โดยเฉพาะพ่อแม่ของเกย์ ภรรยาที่แต่งงานกับเกย์ คน ที่เป็นเกย์เอง หรือแม้แต่กระทั่งนักวิชาการ นักการแพทย์ ที่มีการวิจัยและพยายามค้นหาทฤษฎีที่หลากหลายมาสนับสนุน
ผู้ที่ให้เหตุผลทางวิชาการของการเป็นเกย์ได้ดีที่สุดคนหนึ่ง ของเมืองไทยคือ ศาสตราจารย์เกียรติคุณนายแพทย์สุพร เกิดสว่าง นักวิจัยจากสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ซึ่งท่านเคยแถลงผลการวิจัยไว้ว่า จากการศึกษาพบว่าการที่ผู้ชาย มีความรักเพศเดียวกันมีสาเหตุหลายอย่าง ทั้งปัจจัยทางชีววิทยา และจิตวิทยา เริ่มตั้งแต่สาเหตุทางพันธุกรรม การพัฒนา ของสมองเด็กในครรภ์ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลของฮอร์โมนเพศ ตลอดจนการอบรมเลี้ยงดู และประสบการณ์การเรียนรู้หลังจาก ที่เกิดมาแล้ว ซึ่งพฤติกรรมเหล่า นี้ไม่ได้เกิดจากการเลียนแบบ และไม่ติดต่อกัน (ซึ่งที่กล่าวมาทั้งหมดก็ยังไม่ใช่สาเหตุที่แน่ นอน เป็นเพียงแค่ความรู้สึกของ คนตอบและการคาดเดาเท่านั้น ปัจจุบันเลิกสงสัยกันแล้ว และยอมรับว่าการเป็นเกย์เป็นเรื่องของธรรมชาติเช่นเดียวกับคนที่เกิดมาเป็นชายหรือหญิง)
ทั้งเกย์และกะเทยจะเริ่มรู้สึกว่าตนเองต่างจากเพื่อนเพศเดียวกันตั้งแต่อายุ 3-4 ขวบ หรือเมื่อเริ่มจำความได้ โดยจะจดจำว่าพ่อแม่ตักเตือนอยู่เสมอว่าอย่าทำตัวเป็นผู้หญิง ซึ่งอาจจะสร้างความรู้สึกกดดันภายในจิตใจ ในด้านพฤติกรรมจะมีความรู้สึกอ่อนไหว ร้องไห้ง่าย กิริยามารยาทคล้ายเด็กหญิง ชอบแต่งตัว ชอบเล่นกับกลุ่มเพื่อนผู้หญิง ไม่ชอบเล่นรุนแรง เมื่อเริ่มเข้าสู่วัยรุ่นจะมีความรู้สึกทางเพศกับเพศเดียวกัน แตกต่างจากเพื่อนผู้ชายทั่วไป เนื่องจากเด็กรับรู้ว่าสังคมทั่วไปมีความรู้สึกรังเกียจเกย์และกะเทย เด็กจึงสับสนไม่แน่ใจในการวางตัวในสังคม เกิดความวิตกกังวล ความเครียด พยายามปิดบังความรู้สึกของตนเอง บางคนพยายามป้องกันตนเอง โดยพยายามทำตัวเป็นชายชาตรี เช่น พยายามมีคนรักเป็นผู้หญิงหลายๆคน เพาะกายให้ดูเป็น "แมน" แสดงตนก้าวร้าว ดื่มเหล้า สูบบุหรี่ แต่เด็กบางคนก็พยายามหาสิ่งทดแทนความด้อย เช่น พยายามขยันตั้งใจเรียน เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เพื่อน ฯลฯ ซึ่งเป็นการทดแทนที่ดี ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองและครูไม่เข้า ใจเด็กจะยิ่งมีความทุกข์ทรมานใจ มากขึ้น
บางคนมาปรึกษาแพทย์ เพื่อขอฉีดฮอร์โมนเพศชาย โดย หวังว่าฮอร์โมนเพศชายจะช่วยเปลี่ยนความรู้สึกและความต้อง การในใจ ซึ่งความเป็นจริงฮอร์โมนเหล่านี้ไม่ได้มีผลดังที่หวังเลย
ระยะสับสนกังวลนี้อาจจะกินเวลานานมากหรือน้อยแล้ว แต่ตัวเด็กแต่ละคน เมื่อผ่านระยะนี้ไปเด็กจะเริ่มยอมรับความรู้สึกและความต้องการทาง เพศของตนเองมากขึ้น ความ เครียด ความวิตกกังวลจะลดลง   ในขั้นต่อไปอาจพัฒนาถึงขั้นเปิด เผยตนเองต่อสังคม และสามารถ ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี
สำหรับชายใจหญิงหรือกะเทยหลายคนที่มีความต้อง การเปลี่ยนแปลงตนเองให้เหมือนผู้หญิงให้มากที่สุดเลือกที่จะขอเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศ ซึ่งในประเทศไทยมีศัลยแพทย์ที่เชี่ยวชาญด้านนี้และยังมีฝีมือเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกหลายท่าน นอกจากคนไทยที่ขอเข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศแล้วยังมีคนไข้จากประเทศอื่นๆ อาทิ แคนาดา อเมริกา อังกฤษ สวีเดน บราซิล ฯลฯ การผ่าตัดแปลงเพศต้องผ่านขั้นตอนและกฎเกณฑ์ต่างๆหลายอย่าง เพราะ เมื่อทำการผ่าตัดเปลี่ยนเป็นเพศ หญิงแล้วจะเปลี่ยนกลับมาเป็นเพศชายที่สมบูรณ์อีกไม่ได้ง่ายๆ
โดยผู้เข้ารับการผ่าตัดแปลงเพศจะต้องมีอายุ 20-65 ปี ผ่านการทดสอบโดยจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา ผ่าน การตรวจจากแพทย์ทางต่อม ไร้ท่อ การให้คำปรึกษาความ พร้อมทางด้านจิตใจ เป็นต้น แพทย์ไทยที่ทำงานด้านนี้ต้องใช้ความประณีตมาก เนื่องจากเป็นทั้งงานผ่าตัดและงานศิลปะในการเปลี่ยน อวัยวะเพศชายให้เป็นหญิง และร่วมเพศได้เช่นเดียวกับหญิงทั่วไป ผู้ที่ขอเข้ารับการผ่าตัดส่วนหนึ่งไม่ได้มีวัตถุประสงค์เกี่ยวกับเรื่องความสุขทางเพศ แต่มีจุดมุ่งหมายอยากจะเป็นผู้หญิง ที่สมบูรณ์ หลายคนยืนยันชัดเจนว่าความปรารถนาสูง สุดคือ อยากตายในสภาพที่เป็นหญิง
อ้อ! และที่หลายคนเข้าใจว่าเกย์อยากเป็นผู้หญิง น่ะ คิดผิดนะครับ เกย์ไม่เคย คิดจะเป็นผู้หญิง เพียงแต่บางคนอาจมีกิริยาตุ้งติ้งไปบ้าง แต่พวกที่อยากเป็นผู้หญิงจริงๆน่ะคือ "กะเทย" ที่คิดว่าชีวิตนี้ต้องมีจิ๋มเป็นของตัวเองให้ได้

ที่มา:http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cartoonthai&date=16-07-2013&group=178&gblog=355